Monday, October 12, 2020

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... 11 ปีผ่านไป

 กว่าจะได้เริ่มต้นบรรยากาศวัดป่าแบบที่เคยเจอเมื่อครั้งไปวัดป่าครั้งแรก อีกครั้ง

สิ่งที่ละเอียดขึ้นจากทริปครั้งนี้

ณ ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก                         

รู้สึกทางโลก


  • ห้องน้ำ เป็นเรื่องแรกที่สะกิด ทั้งวัดบน (วัดป่าบ้านมูเซอสามหมื่นทุ่ง) และวัดล่าง (สำนักสงฆ์วัดสุทธิธรรมมงคล-วัดห้วยไคร้) วันงาน คนเข้าร่วม 300-400 คน ห้องน้ำประมาณ 20 ห้อง (รูปที่ 1) ออกแบบให้ทั้งอาบน้ำได้ด้วย พบว่า วันงานกฐิน 11, 12 ตุลาคม 2563 ห้องน้ำเต็ม(ส้วมอุดตัน) ทั้งหมด ...กิจกรรมของมนุษย์ที่ไปทำบุญแล้วกลับ ...ภาระเรื่องนี้ก็กลายเป็นของสงฆ์นะสิ 😢
  • การกิน ใช้จานที่ตักข้าวใส่บาตรแล้ว นำมาทานอาหารเช้าต่อ อันนี้กระบวนการดี แต่ไม่ได้ให้แต่ละคนล้างจานเอง แต่ชาวดอยมูเซอมาช่วยพระ (ผู้จัดทริปว่าอย่างนั้น) อันนี้ ก็ยังทำให้คนในเมือง แยกงานนี้ไว้ให้คนดอยอยู่ดี การอยู่ให้สมบูรณ์ที่สุดของกิจกรรมในวัด เมื่อเราทำให้เกิดอะไร (จานสกปรก) เราต้องทำให้ดีเหมือนเดิม (ล้างจานผึ่งเอง) เพื่อให้คนข้างหลังใช้ได้ต่อ และไม่ทิ้งขยะจากเราให้เป็นภาระของสงฆ์ ทั้งที่ พอจ. เชาวน์ เทศน์ในเรื่องนี้ว่า ใครมาทำบุญ แล้วรีบกลับบ้าน เก็บแต่ส่วนบุญ อันนี้ท่านขอว่า "อย่ามาเลย" 😐 เคสนี้คงต้องอาศัยการสร้างระบบ ฆราวาสน่าจะพร้อมทำ
  • ในส่วนของโรงทาน ถือว่า มีความลงตัวมาก พอดีกับผู้เข้าร่วมทำบุญ #DemandmatchSupply 👍 
  • การนอน ถ้ามาช้าหน่อย จะมีหลังคา ที่ผ้าเต้นท์ผูกไว้กึ่งหนึ่งให้เดินเข้าออกได้ ระยะกว้างของแต่ละคนก็ 1 วาของคนนั้น และเรียงติดกัน (รูปที่ 2) ผลพบว่า เช้าขึ้นมา บางคนอาจนอนไม่ค่อยหลับ เกิดอาการเพลีย ...เรียกว่า สภาวะทางโลกยังไม่ได้จัดให้สบาย ปลอดโปร่งอย่างเพียงพอ ถ้าพักตรงนี้ น่าจะปฏิบัติภาวนาได้ยาก และอยู่ไม่ได้นานเพียงพอ
  • อีกสถานที่โดยรอบมหาเจดีย์ศรีสามหมื่นทุ่ง มีให้กางเต้นท์ได้ทั้งใน และนอกอาคาร ห้องน้ำมีอยู่ในระยะเดินถึงและใช้ไฟฉาย (รูปที่ 3)  ตรงนี้มีความสงบเพียงพอ หลับได้สนิทเต็มที่ กรณีตอนกลางวันก็สามารถเดินไปกลับ ศาลา-เจดีย์ ได้สบาย (รูปที่ 4) แต่ช่วงค่ำ มีฆราวาสที่ภาวนาเป็นประจำ ยินดีที่จะอำนวยความสะดวก ในเรื่องการขับรถไปกลับ ศาลา-เจดีย์ หาเครื่องนอนให้ แนะนำที่พัก ...ได้ยินชื่อเรียกกันว่า พี่ธีป ขออนุโมทนาบุญอย่างสูง                                                                                    

    รูปที่ 1 ห้องน้ำ ณ วัดบน

    รูปที่ 2 ที่นอน ณ วัดบน บริเวณศาลาฯ
    รูปที่ 3.1 มหาเจดีย์ศรีสามหมื่นทุ่ง
     
    รูปที่ 3.2 สถานที่กางเต้นท์ทั้งในและนอกอาคารโดยรอบมหาเจดีย์ฯ


    รูปที่ 4 ระหว่างทางเดินจากศาลา ไปยัง มหาเจดีย์ฯ ช่วงเย็น


รู้สึกทางธรรม


    รูปที่ 5 เหล่ากัลยาณมิตร
  • เสียงจาก กัลยาณมิตร ผู้จัดทริป-พี่จุ๋ม ผู้ชวนมาร่วมบุญ-พี่ดวงเพ็ญ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่เราได้เดินทางมาครั้งนี้ด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และกัลยาณมิตรผู้ร่วมเดินทาง ตั้งแต่เริ่มเมื่อ 11 ปีที่แล้ว และยังคงชวนกันปฏิบัติต่อเนื่อง (รูปที่ 5)
  • สิ่งที่ได้ยินจากผู้มาปฏิบัติเป็นประจำ กลุ่มรถบัสคันเดียวกัน มีในแง่ความศรัทธาที่ว่า มีความผูกพันกับสถานที่นี้พอสมควร เรื่องนี้เรียกว่ารู้สึกทางธรรมได้หรือไม่ 😕 ต้องรอพิสูจน์กันต่อไป ขึ้นกับอะไรถึงก่อน จิต หรือ เวลา 
  • ได้สนทนาธรรมด้านสภาวะจิต ช่วงใกล้ภวังค์ กับกัลยาณมิตร 2 ท่านได้อย่างเปิดเผย แสดงว่า น่าจะสัมผัสสภาวะเช่นเดียวกัน มีคอมเม้นท์ในทางที่ก้าวหน้ามากกว่าที่ตัวเราเคยรู้สึกได้ เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติต่อเนื่องเป็นอย่างยิ่ง
  • สุดท้าย สถานที่ ณ จังหวัดสกลนคร เกิดขึ้นเป็นคำศัพท์ใหม่ในทางธรรม ที่รอจังหวะที่เหมาะสม จักเกิดขึ้นเอง     
เกร็ดเรื่องอื่น บันทึกเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ 
    รูปที่ 6 มหาเจดีย์ศรีสามหมื่นทุ่ง
  • พระอาจารย์ เชาวน์ เจ้าอาวาส บอกว่า พระธาตุลงมาที่นี่  ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 ตรงบริเวณที่เป็นมหาเจดีย์ฯ ในปัจจุบัน (รูปที่ 6)
  • เรื่องเล่า จากพี่จุ๋ม ผู้ปฏิบัติงานของ กฟผ. จากฝ่ายสำรวจ ชื่อว่าพี่แจ้ เข้ามาพัฒนาโครงการสายส่ง บริเวณนี้ และได้เข้าพักที่วัด หลังจากนั้น ได้ร่วมบุญโดยการบริจาค การทอดกฐิน ช่วยประชาสัมพันธ์ การก่อสร้างวัตถุสถานภายในวัดแห่งนี้ จนมาถึงปัจจุบัน
  • ระยะทางจากวัดล่าง ขึ้นดอยไปวัดบน 18 กม. ใช้เวลานั่งโยกอยู่ในรถ 1.5 ชั่วโมงขาขึ้น ส่วนขาลงประมาณ 1 ชั่วโมง ปัจจุบัน ชาวเขา เป็นผู้ขับรถจะปลอดภัยดี ในกรณีที่เราขับเองจะไม่คุ้นทาง และมีโค้งอันตรายอยู่มาก...พี่จุ๋มเรียก โค้งแสบ (วิดีโอ)
  • ไอเดียพี่ผู้มีถิ่นฐานอยู่สวิตเซอร์แลนด์ " ถ้าต่างประเทศในยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ทางถนนนี้จะมีงบประมาณทำให้เข้าถึงได้ และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้ไม่ยาก เพราะธรรมชาติยังคงงดงามมากจริงๆ"
  • วัดบนใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำ ปี 2555 พัฒนาโครงการโดยชุมชนร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน วัดล่าง ใช้พลังงานจากโซล่าเซล์ ด้วยเงินบริจาค กฐินร่วมบุญ คน 2 การไฟฟ้า กฟผ. กฟภ. ร่วมกันติดตั้ง พระอาจารย์ใช้แรงงานพระ และลูกวัดช่วยกันขนเสาไฟฟ้า 1 รถบรรทุกขนได้ครั้งละ 2 ต้น ช่วงก่อสร้าง ต้องมีการนอนกลางทางขึ้นดอยกันบ้าง
  • รอบนี้ ขาขึ้นดอย อากาศดีมาก มีแค่ฝนปรอยเล็กน้อยช่วงก่อนขึ้น ซึ่งทำให้ไม่มีฝุ่นตลอดทาง และก็ไม่มีแดดทั้งวันด้วย แต่ขาลงดอย ไม่เป็นเช่นนั้น และลงหลังจากงานกฐิน ประมาณเที่ยงๆ ถึงบ่าย คนนั่งรถกระบะช่วงท้าย มีป่วยกันได้ อย่าประมาทนะคะ
  • ประวัติพื้นที่ การปลูกฝิ่นของชาวดอย การสร้างสมดุล คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ การสร้างตลาดมูเซอให้เกิดรายได้ การจัดสรรพื้นที่ให้ชุมชนทำการเกษตร โดยเริ่มมีผู้นำทีมละ 10 คน อ่านต่อ

                                                                                                              
    รูปที่ 7

ในส่วนของเรื่องเล่า ผู้เขียนไม่สามารถพิสูจน์อ้างอิงได้ โปรดใช้วิจารณญาณด้วยประสบการณ์ของผู้อ่านเอง
  • ความศรัทธาเรื่องพญานาค ว่าเป็นเทวดารูปแบบหนึ่ง ที่เคยแวะเวียนมาที่นี่ (รูปที่ 7)
  • เทวดาสามารถเข้ามาร่วมงานบุญกับเราได้ ถ้าละเอียดพอ จะสังเกตเห็น ไม่สุงสิงเรื่องทางโลก สุภาพ
สุดท้าย เป็นความประทับใจ เกร็ดเล็กน้อยของผู้จัดทริปให้พวกเรา
  • ถือเป็นการจัดทริปที่ ผู้จัดมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการสร้างบุญ และจัดเพื่อให้เราได้ร่วมด้วย 
  • การเก็บเงิน มีการให้คืนเพื่อใช้ในร้านอาหารหนึ่ง เพื่อให้เราเลือกเมนูที่ชอบด้วยตัวเราเอง 
  • พี่ผู้จัดทริป เลี้ยงอาหารเราทุกคนในมื้อเที่ยงของวันแรกที่เดินทาง ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
  • การแวะพักระหว่างทาง เป็นไปอย่างเพียงพอ และไม่ได้เร่งรีบ ให้ลูกทัวร์ลำบากใจ แต่ยังสามารถควบคุมเวลาตามกำหนดการได้อย่างเป๊ะ ***อันนี้สำคัญ***👍
  • การควบคุมกระบวนการระหว่างการนับเงินกฐิน ฟังพี่จุ๋มเท่านั้น เป็นการทำงานอย่างเป็นระบบ และมีผู้นำชัดเจน
  • คนขับรถบัส ทำงานได้อย่างดีมาก ในการขับรถในเวลาช่วงเช้ามืดผ่านเขาหลายลูก แต่ไม่มีความกังวลใดๆ ต่อผู้โดยสารตลอดเส้นทาง
  • มีการแวะจุดท่องเที่ยว ถ้ำสีฟ้า ช่วงบ่ายที่มีเวลา เลือกร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร้านข้าวเม่า ข้าวฟ่าง
  • และที่ขาดไม่ได้เลย ยังหาร้านกาแฟมูเซอ สวยๆ บรรยากาศชิลล์ๆ ให้ลูกทัวร์อีกด้วย อันนี้ประทับใจสุดค่ะ 😀  
หลังจากเรียนรู้เรื่อง Data Privacy จากน้องภา แล้วก็ไม่ค่อยมีรูปคนอื่นๆ สักเท่าไหร่นะคะ 😉 




























Saturday, February 10, 2018

New Bogie Train - State Railway of Thailand รีวิวรถไฟไทย

 

 
รีวิวรถไฟไทย


รอบนี้
จองรถไฟไทยให้แม่ทั้งสองลองดูบ้าง
รถด่วนพิเศษ ชั้น 2 แต่นอนยาวได้ การรถไฟซื้อ 115 โบกี้ (Car)  ผลิตโดยบริษัท CNR Changchun Railway Vehicles Co., Ltd (โรงงานฉางชุน) สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดบริการ กรุงเทพ-เชียงใหม่ กับ กรุงเทพ-อุดร 2 เส้นทาง วิ่งด้วยความเร็ว 120 km/h


สภาพภายในประทับใจมากค่ะ
 
 ประสบการณ์ครั้งแรกกับรถไฟใหม่:
😟ความไม่ประทับใจนิดหน่อย  จองผ่านเวบไซต์ไม่ได้ ต้องโทรอย่างเดียว อันนี้ ลูกค้าคนรุ่นใหม่หายนะคะ
😊ความประทับใจแรก การบริหาร Call center ที่เมมเบอร์ไว้ด้วย โทรทุกครั้ง เรียกชื่อเราถูกทุกครั้ง แม้ไม่ได้หวังให้กดพึงพอใจในการบริการ*
😟รายละเอียดการจองเยอะ ต้องมีชื่อจริง บัตร ปชช ทุกครั้ง อันนี้ เป็นประด็นสำหรับการจองให้กลุ่มใหญ่ๆ ใช้เวลาเยอะ
การเลือกที่นั่ง ต้องอธิบายยาว มี spec เตียงบน เตียงล่าง ชั้น 1 ชั้น 2 ถ้าวางแผนให้อยู่ล็อคที่นั่งเดียวกัน ต้องบอกพนักงานไปเลย ไม่งั้นงง

😊😊😊ชอบพนักงานบริการหน้าเคาน์เตอร์ที่เชียงใหม่ เสนอให้นั่ง Lady (&Children) Car เพิ่งรู้ว่า รัฐวิสาหกิจห่วงใยความปลอดภัยในชีวิตประชาชน :)

ตั๋วที่ได้ระบุชื่อชัดเจน ไม่ Flexible ในการเปลี่ยนนะคะ แต่ตอนเดินทางจริงก็ไม่ได้มีการตรวจจริงจัง เคสนี้เคยเกรงๆ ตอนเดินทางด้วยรถไฟในประเทศอินเดีย แต่ก็คล้ายกันคือไม่ได้ตรวจอะไร

😊เวลา plan 6PM ถึง 6.50AM ออกจริง 6PM เป๊ะ! ว้าว 😲

ระบบติดตามขบวนรถ: มีระบบติดตามรถขบวนต่างๆ นอกจากดูได้จากจอ คนที่รอรถไฟอยู่ที่สถานีอื่นระหว่างทาง ดูได้จากเว็บไซต์ด้วยค่ะ ทันสมัยมาก

 

อาหารบริการบนรถ: ไม่มีทั้งอาหารและน้ำ

บริการเรียกพนักงาน: ไม่มี,  แต่มี จนท. ประจำท้ายโบกี้ พิเศษ Lady Car พนักงานน่ารัก เวลามีคนผู้ชายมารอลงสถานีหน้า พนักงานก็จะคอยบอกว่า ตรงนี้ Lady Car นะคะ

Lady Car: ไม่มีสีที่แตกต่างจากคันอื่น ต้องถามเอา แสดงว่า การรถไฟก็ประหยัดเรื่องต้นทุน Operate แต่พยายามบริหารจัดการให้ดีที่สุดสำหรับลูกค้าค่ะ

ปูเตียง - ประมาณ 1 ทุ่ม พนักงานต้องแข็งแรงระดับนึง เพราะปูเตียงต่อเนื่อง 40 ที่ บนล่าง เห็น 2 ทุ่มแล้วยังไม่เสร็จภารกิจเลย นึกถึงชาวอเมริกันตอนขึ้นสาย Crescent to New Orleans ตัวใหญ่มาก


ตู้อาหาร: เปิด 5.30PM-11PM เปิดอีกทีตี 5 อยู่ Car เบอร์ 8 ไกลจาก Lady Bogie Car เบอร์ 2 ไปหน่อย แต่ Lady มี Bogie เดียว อยู่หัวขบวนติดกับชั้น 1 first class ซึ่งมี Bogie เดียวเหมือนกัน

อาหาร: มีแต่อาหารไมโครเวฟ พนักงานจาก CP Retail link (CP & ภาครัฐ) บอกว่า ตู้จะไม่เหม็นด้วยค่ะ >!!~ แนะนำซื้ออาหารขึ้นมากินที่ตู้นั่งของเราได้แบบชิล์ลๆ แต่ถ้า Operate ไปนานๆ รถน่าจะกลิ่นและสภาพเก่าเร็ว


WIFI: ดูเหมือนยัง Test ระบบอยู่ค่ะ ไม่ได้แจ้ง password ให้ใช้ทั่วไป แต่ต้องถามพนักงาน ลอง WIFI ใช้ได้ตาม Spec. ทุกๆ 45 นาที log in เข้าใหม่




Outlet: มีทุกที่นั่ง ซัพพลายมาจาก Battery ใต้โบกี้นี่เอง Smart Life เริ่มต้นขึ้นละ มีไฟฟ้า Available ทุกที่
ใน 1 โบกี้มีทั้งหมด 40 ที่นั่ง Battery 2 ก้อน มีปลั๊กไฟและไฟอ่านหนังสือได้ตลอดคืน
Battery 1 ก้อนขนาด 100Ah ประมาณ 30 เท่าของแบตมือถือ (ประมาณ 3000 mAh)
 
 
ระบบน้ำใช้: ใช้กับห้องน้ำ อ่างล้างมือ ตามที่เห็น มีถังน้ำขนาด 2 ถังขนาด 2x800 ลิตรใต้โบกี้ ซัพพลายเพียงพอใน 1 คืน 40 คน
 
ระบบความปลอดภัย (Safety): เห็น 2 ที่นั่ง เตียงบน-ล่างมีถัง CO2 1 ชุด, ส่วนกลางแถวห้องน้ำอีก 1 ถังใหญ่ และปุ่มเรียกพนักงาน



ถึงจุดหมายปลายทางกรุงเทพ : ถึงอย่างปลอดภัย หลับสบาย เวลาถึงเลทไปแค่ 14 นาที เท่านั้น ในช่วง Rush hour ของวันจันทร์ด้วย ค่อนข้างประทับใจ แต่ยอมรับว่า ตัวเองเดินลงสถานีไม่ค่อยถูก ระหว่าง สามเสน บางซื่อ หัวลำโพงเพราะแทบไม่ได้ใช้รถไฟเลย ครั้งสุดท้าย ก็ตอนที่พี่ Sant พี่เอก แนะนำนี่ละ พี่เค้ามีความชอบผูกพันเป็นพิเศษ
[at]สถานีรถไฟสามเสน ตอน 6.50 น.


แนะนำรีวิวตามลิงค์ข้างล่างนี้ละเอียดดีมาก ถ่ายภาพทุกขั้นตอนค่ะ แต่น้ำขวดที่เคยแจก รอบนี้พนักงานบอกว่าเราเลิกแจกไปตั้งแต่ พ.ย.60 แล้วค่ะ https://m.pantip.com/topic/36550444?

หมายเหตุ
* ระบบประเมินความพึงพอใจลูกค้า น่าจะยังไม่มี???

Sunday, September 25, 2016

เริ่มปฏิบัติธรรมอีกครั้ง...เหมือนเริ่มต้นใหม่เลย

เดิมที่เคยปฏิบัติธรรมมาจนเห็นสภาวะบางอย่าง มีอันต้องออกจากธรรมะบางช่วง ด้วยเรื่องของงานที่ต้องวุ่นวายกับทางโลกพอควร
การได้กลับมาครั้งนี้กว่าจะได้เขียนอีกครั้งก็ปาเข้าไป เกือบปีที่ได้เริ่ม (พ.ย. 2558) แต่ทุกครั้งที่เขียนจะพบสภาวะธรรมแปลกๆ ที่ตั้งใจเก็บไว้ทบทวน
เริ่มจากที่เคยมีคำถามว่า คนเราเกิดมาทำไม อันนี้ได้คำตอบระหว่างการเดินจงกรมที่วัดสุนันท์ สิ่งที่ตัดสินได้ว่า ได้คำตอบถูกหรือไม่ จะเป็นสภาวะที่บางคนที่เคยสนทนาธรรมด้วยกันบอกว่า เกิดปิติ จะเป็นความรู้สึกที่น้ำตาจะไหล แปลกมาก
ถัดมาเมื่อปี 2554 ปีที่น้ำท่วมจนไม่สามารถเข้าออฟฟิศอยู่นาน ปีนั้นกว่าจะเข้าออฟฟิศอีกครั้งก็ปลายปี 2554 เกือบจะปีใหม่ สิ่งที่สังเกตเห็นคนอื่นๆ ในตลาดหลังสวน คือการเคลื่อนที่ที่วุ่นวาย แย่งกันขาย แย่งกันกิน บางจังหวะเห็นเป็นก้อนๆ เคลื่อนที่มุ่งหาของกินตอนเช้า สิ่งที่เสริมความเป็นก้อนๆ นั้นมาจากคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ คำสอนของท่านลึกกว่านั้นอีก อันนี้แยกออกว่าเป็นความคิดหม่นๆ ที่สะสมตั้งแต่ดูข่าวน้ำท่วม เห็นว่าสุดท้ายแล้วไม่อาจเอาอะไรไปกับตัวได้ ไปได้แต่ชีวิต เพราะคนไทยในสังคมเมืองเช่นเรา อาจไม่เคยเจอสภาพที่ต้องนอนกลางถนนแบบนี้ หรือต้องย้ายทั้งครอบครัว ไปชลบุรี ระยอง ราชบุรี บางปะกง หรือแม้แต่บางคนไปไกลถึงเชียงใหม่อยู่เป็นเดือน เราก็เคยไปเยี่ยมอยู่ช่วงนึง ประสบการณ์ของน้องคนนึงบ้านแถวบางบัวทองที่เล่าให้ฟังว่า แวะซื้อของที่ BigC ไปเตรียมอยู่ที่บ้านอย่างเพียบ แต่พอจังหวะน้ำทะลักเข้าบ้าน เรียกได้ว่า ถาโถม เนี่ย ไม่มีทางเอาอะไรติดมือมาได้เลย แค่ไปรับพ่อกับแม่นั่งเรือออกมาได้ก็สุดสุดแล้ว มันเป็นสิ่งที่สะสมมาตลอด 3-4 เดือนก่อนเปิดเทอมใหญ่เข้าออฟฟิศ ความคิดก่อนเกิดสภาวะคือ ไม่มีวัตถุอะไรยั่งยืนถาวร เป็นเชิงกายภาพที่เราเห็นทั้งหมด และพร้อมจะหายไปด้วย สภาวะที่เกิด ณ ตอนนั้น คือ ภาพสโลโมชั่นของก้อนๆ ที่เคลื่อนที่อยู่แบบเร็วๆ ในตอนแรก แปลกดีทำไมมันช้าๆ ลง แต่ขณะเดียวกัน ฐานสมาธิไม่นิ่งพอจะอยู่กับสภาวะได้นาน (คิดเอง) ความกลัวจะหลุดออกจากสภาวะเข้ามาทันที แล้วก็หลุดไป และไม่เกิดอีกจนกระทั้่งเมื่อวาน
อีกเหตุการณ์ที่ได้สนทนาธรรมกับเพื่อนที่ฝึกจิตแนวประเทศพัฒนาแล้ว ไม่แน่ใจว่าเหมือนหนังเรื่อง Inception หรือไม่นะคะ ไม่ได้ศึกษาด้านนี้แต่แค่ฟังจากที่คุยกันคล้ายๆ อยู่ ได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์จักรยานล้มตอนที่กลับมาจากแคนาดาใหม่ๆ เพราะตอนนั้นคิดว่าขี่จักรยานได้คล่องแล้ว เพราะได้ขี่จักรยานใน Stanley's Park ซึ่งเหมือนกับเราขี่อยู่ในป่าภูเขาเลย พอกลับมาเมืองไทย ก็ขี่จักรยานแบบชิลล์มาก มาตกม้าตายตอนเจอลูกระนาดทางลงสะพานที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์นี่เอง แต่สิ่งที่จำได้แม่นในเหตุการณ์นั่นมากกว่าการไปหาหมอฉีดยาทำแผลตั้ง 2 ครั้งทั้งอนามัยกับโรงพยาบาล คือ การเกิดสภาวะที่นิ่งกับจิต จนกลับมากายไม่ทัน แต่รับรู้ได้ละเอียดถึงขั้นว่า ถนนมันขรุขระแข็งมากนะ วัดด้วยหน้าที่ไถไปบนถนน อันนี้เพื่อนบอกว่า "ผ่านความไม่กลัวตายละ แต่จิตยังไม่เป็นอัตโนมัติที่ดึงกลับมาทัน" เหตุการณ์นี้พิสูจน์บางอย่างที่เคยได้ฟัง เช่น การทำสมาธิ ฝึกจิต ก็ตาม ไม่ควรทำขณะขับรถ เพราะถ้าจิตรวมศูนย์ปุ๊บ จะตัดทางกายเลย อันนี้อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งอันตรายมาก เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้เพิ่งได้รับคำถามจากพี่คนนึงเกี่ยวกับการทำสมาธิระหว่างขับรถ หรือ พบว่าบางคนเริ่มปฏิบัติธรรม แต่ภายหลังพบว่าตัวเองเป็นไบโพล่า อันนี้อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นการตามให้ทันความคิด หรือเล่นกับสมอง เป็นต้น
เรื่องต่างๆ ที่ได้จากมอม มอมสอน 2-3 อย่าง ที่ยังรอการพิสูจน์ เช่น อุบัติเหตุที่มีคนเสียชีวิตเยอะๆ เป็นกลุ่ม ไม่ใช่เรื่องกรรมเสมอไป ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะน่าเสียดายมาก เพราะการเกิดมาเพื่อสร้างบุญใหม่อีกครั้งทำได้ยาก, วัดกันง่ายๆ ถ้าตัวเราเกิดความเสียใจ น้อยใจ แสดงว่าตอนนี้ตัวเราบุญน้อยลงนะ, การเจอกันของคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นการผูกกันทั้งกรรมดี และกรรมไม่ดี ทั้งนั้น แต่ถ้าคอยสังเกตจะรู้ว่าเป็นแบบไหน ดังนั้น ต้องละเอียดพอจึงจะรู้ได้ แม้แต่ตัวเราเอง (อันนี้พอเห็นเองอยู่บ้าง) เราจะรู้ว่า เราเกิดมามีกรรมอะไรเกิดขึ้นกับเรา ดังนั้น เราสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามแนวทางที่อยากจะไป
เรื่องเกี่ยวกับศีล ที่มีกัลยาณมิตรรุ่นน้องคนนึงทำให้ก้าวข้ามออกมาได้ คือ การปฏิบัติที่ไม่ตรงตามที่จิตตามความคิดความรู้สึกเราอยู่ เหมือนการหลงกับ "กับดักทางโลก" เนื่องมาจากความเกรงใจ หรือการที่ไม่อยากทำให้คนอื่นเสียใจ แต่พอได้รับคำชี้แนะว่า การไม่ปฏิบัติให้ตรงกับจิต บางอย่างจะทำให้ศีลไม่บริสุทธิ์สักที จึงเข้าใจได้ว่าทำไมบางคนถึงเลือกทางเดินของตัวเอง แบบตรงไปตรงมา นั่นคือ ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อย ถึงกระทั่งว่า สังคมอาจไม่ชอบ ไม่พอใจ แต่ถ้าตามสังคม ก็จะผิดศีลอยู่เรื่อยไป เกี่ยวกับกับดักทางโลก
ที่ว่า เริ่มปฏิบัติธรรมอีกครั้ง เริ่มมาได้ประมาณ 10 เดือนใช้การสะสมการนั่งสมาธิทุกวัน รู้ตามทันได้ทันทีว่าบางวันนิ่งได้ดีมาก แต่พอเริ่มมีจังหวะงานสำคัญๆ ที่เข้ามาเยอะ จิตจะคิดตามเรื่องงาน แต่ก็น่าจะมีฐานสมาธิที่แข็งแรงขึ้น จากเหตุการณ์ที่เกิดภาพสโลโมชั่นอีกแล้วเมื่อวานที่เห็นคนกำลังจะล้ม แต่ไม่ลงในทันที มือเราเข้าไปคว้าตัวได้ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า จิตตัดกลับอัตโนมัติมาที่กายได้เร็วขึ้น แต่อันนี้ยังตัดสินใจไม่ได้แน่นอนว่าใช่ภาพสโลโมชั่นแน่ๆ คงต้องพยายามปฏิบัติต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่ทำให้เป็นแรงปฏิบัติต่อไปในการกลับมาเริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้ ที่พบว่า ได้กัลยาณมิตรเพิ่มที่มีความตั้งใจที่จะเริ่มปฏิบัติอย่างสงบและทำได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยตัวเอง และแถมยังชักชวนให้หมั่นปฏิบัติด้วยกันอีก ^^

Saturday, February 8, 2014

India Train! 2014

ทริปปี 2557 นี้วางแผนไว้ 27 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ ก่ะพักวัดไทยพุทธคยาอยู่ 3 วัน แต่ว่ามีอันต้องกลับก่อน 1 วันเพราะ Air Asia ส่ง SMS มาว่า Flight ขากลับของเรา Cancle จึงต้อนร่นกลับเร็วขึ้น 1 วัน อาจเป็นเพราะ Air Asia เพิ่งทดลอง Fleet ไป Kolkata เมื่อ มีนาคม 2556 นี้ ผู้โดยสารไม่เต็มแน่เลย จึงเอามารวมกันทำ Flight วันเว้นวัน > <

เริ่มตั้งแต่การจองตั๋วรถไฟกันก่อนนะคะ เนื่องจากพอ check ในเว็บไซต์แล้วพบว่า การเปิดให้จองตั๋วเนี่ย ถ้าเป็นระยะทางยาวโลด ถึงเปิดล่วงหน้า 2 เดือน สั้นลงมาหน่อยก็ 1 เดือน เห็นอย่างงั้นเลยไม่รีบค่ะ เพราะส่วนตัวเคยนั่ง 30 ชม.จาก Rourkela ไป Delhi 30 ชม. ดีเลย์เป็น 35 ชม.มาแล้ว ระยะจาก Kolkata ไป Gaya รอบนี้ถือว่าสั้นมาก แค่ 7 ชั่วโมง แต่ทว่า! พอเข้าระบบจองจาก Cleartrip จริง ตั๋วเต็มหมดเลย เหลือแต่ Waiting list ไม่ได้การซะแร้ว หาอยู่ตั้ง 2-3 วันค่ะ
จึงตัดสินใจลองถามเพื่อนอินเดีย, @Nabeel , พบว่าเค้าใจดีมากๆ ติดต่อเพื่อนเจ้าหน้าที่จองตั๋วให้เลย โดยต้องการชื่อ นามสกุล อายุ วันเดินทางไปกลับ อาหาร Veg./Non-Veg. เป็นอันเรียบร้อย ได้มาทาง online ค่าตั๋ว...INR ค่า Agency...INR (เป็นแบบที่แนะนำใน Pantip ว่าจองผ่าน Cleartrip แพงกว่าจองโดยใช้ AMEX ผ่านเว็บไซต์ India railway ) โอนเงินไปให้เพื่อน @Nabeel บอกธนาคารมา แต่ทว่า ค่าโอนอีก 1,xxx บาท (x 2 INR โดยประมาณ) ที่ธนาคารจึงแนะนำว่า ใช้บริการ Western Union จะสะดวกกว่า จึงต้องให้ @Nabeel ขี่ Bike (คำเรียก มอเตอร์ไซค์ สั้นๆ ของชาวอินเดีย) มาไกลหน่อย แต่เค้าบอกประทับใจกับ Service ของ Western Union มากค่ะ (ขั้นตอนนี้ Cr. @iPattt )

แต่พอได้ตั๋ว online มา แล้วอ่านรายละเอียดดูแล้วเข้มมากค่ะ ต้องแสดง passport ทุกคน ถ้าไม่มี passport หรือไฟล์ภาพอื่นใดที่ prove ชื่อโชว์เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลเปิดไฟล์ภาพไม่ขึ้นเพราะ internet ขัดข้องใดใดก็ตาม ไม่ให้ขึ้นรถไฟ เอาละทีนี้! ก็เป็นกังวลว่าตั๋ว online ยื่นแล้วโอเคเปล่า หรือต้องใช้เวลาไปแลกตั๋วจริงที่สถานีอีก (ปี 2550 เดินทางใช้ตั๋วจริงค่ะ ให้คนที่สถาบัน IIPM ไปต่อคิวจองให้ เลยไม่รู้) จึงเมล์ไปถามเจ้าหน้าที่ว่า print เฉพาะตั๋วใบนี้ใช้เดินทางได้เลยใช่หรือไม่ กลับได้คำตอบว่า ขอ prove คนที่จองหน่อย โดยให้ส่ง name residence address...blah blah blah เพื่อน @Nabeel จึงตอบว่าอย่ากังวลให้เบอร์มือถือไว้ เค้าจะคุยให้

มาถึงวันเดินทางจริง รอบขาไป นั่ง Taxi จากโรงแรม The Corporate มายังสถานี Howrah จ่ายแบบ Fixed Rate 200INR แม่ค่อนข้างตกใจ สะพาน Howrah ใหญ่มากๆ แต่มีคนแบกของทูนหัวใหญ่มากจำนวนหลายคน เดินข้ามสะพานไกลมาก มากทุกอย่าง! พอถึงสถานี รีบไปหาชานชาลาก่อน โดย check เวลาจาก Chart ต้องจำ Train no. กลับเวลาออกนะคะ ชานชาลาคือหมายเลข 8 จึงเดินหาต่อ
พอเจอชานชาลา จึงเดินหา Chart กระดาษที่เค้า print มาแปะไว้ให้เช็คชื่อผู้โดยสาร พอเห็นปุ๊ป ก็มั่นใจแหละว่าตั๋ว online ที่เรา print มานั้น เพียงพอแหละ ทีนี้หาที่ยืนรอ เพราะโบกี้รถไฟ อย่างยาว ถ้ายืนผิดที่ก็วิ่งกันไม่ทันเชียว กระเป๋าก็ใหญ่มาก จึงต้องถามว่า ตั๋วรถไฟชั้น 2 ของเราเนี่ยยืนตรงไหน จึงได้คำตอบว่า ให้ดูป้าย electronic A2  พบ A2 ที่เดียว แล้วยืนรอ เป็นอันโอเค พอขึ้นไปจะถูกโบกี้ หรือถ้าขึ้นผิดจริงๆ ก็เดินระหว่างโบกี้ข้างเคียงได้ไม่ยาก


พอขึ้นรถไฟได้พบว่า รถออกตรงเวลามากๆ ถูกใจอยากกด Like แล้วก็ใส่ Tip เป็นภาษาไทยไว้ที่นี่หน่อยละกัน เผื่อใครมาเจอจะได้จองแบบสะดวกค่ะ

 แต่ก็เริ่มหิว เพราะปกติกินข้าวเย็นราว 5PM แต่พอ 6PM เค้าเอาของกินมาให้ถาดหนึ่ง คล้ายกะหรี่พัฟ 1 ชิ้นเลย งง ว่าคือ Veg./Non-Veg. ที่เค้าถามตอนจองตั๋วนะเหรอฦ?!? จึงนอนเอาแรงดีกว่า เพราะพอถึงตั้ง 11PM ต้องใช้พลังงานในการนั่งรถเข้าวัดอีกหน่อย
แต่พอ 8PM กว่า เค้าเอามาให้อีกถาดใหญ่เบ้อเริ่ม มีกับข้าว 2 อย่าง แต่ตอนนั้นกินไม่ลงแล้ว กินได้แค่ไอติมยี่ห้อ "Mother Diary" ยอมรับว่าผลิตภัณฑ์นมๆ อร่อยอ่ะ แต่ไม่ได้บอกว่าใช่นมแพะหรือเปล่านะคะ ส่วนที่เหลือในถาดจึงขอเก็บไว้กินเช้าที่วัดค่ะ  ยอมรับว่ารถด่วนขบวนนี้พามาถึง Gaya ช่างตรงเวลาจริงๆ
สภาพภายในรถไฟด่วนขบวน Rajdhani จาก Howrah ไป Gaya
ถึงเวลาขากลับ เตรียมตื่นตี 2 ออกจากวัดตี 3 เพราะ Schedule รถไฟตี 4 ตรงนี้มีความยากและสับสน 3 เรื่อง คือ 1) ประตูวัดปิด 2) รถที่หลวงพ่อเพียรจองไว้ให้ยังไม่มา 3) เอ! Check Status รถไฟ online นี่ยังไม่ผ่าน Station ที่ 3 (Station ที่ 1 Delhi ,Station ที่ 4 Gaya คือที่เราจะขึ้น) พอผ่านข้อ 1, ข้อ 2 (หลวงพ่อเพียรช่วยโทรตามคนขับให้อีกรอบ) แล้ว ตอนที่เห็นข้อ 3 เนี่ย นั่งอยู่บนรถ Taxi เรียบร้อย บวกกับสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ Sim Card ต่อ Internet ของ @iPattt นั่นเอง (ตอนซื้อ Sim เป็นชื่อแม่ เพราะแม่พกรูป 2'' ติดตัวไปด้วย!!! แม่ช่วยไว้ทีเดียว +-+)
 
จึงตัดสินใจ ไปดูที่สถานีจริงๆ ก่อนว่า Delayed จริงหรือไม่ เพราะไม่เคยใช้ระบบ Online ของเค้าว่าตรงขนาดไหน แล้วก็พบอย่างที่เห็นในภาพคนนอนอยู่เต็ม จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมตอนที่เรามาถึงที่นี่ จึงมีสภาพเหมือนคนนอนกันถาวรที่สถานี ก็เพราะคงเจอรถไฟเที่ยวดึกๆ Delayed อย่างนี้นี่เอง ซึ่งช่วงนี้ หมอกลงจัดมากดังนั้น อาจเป็นสาเหตุค่ะ
คนนอนบนพื้นเหมือนนอนกันถาวร เพราะ delayed 7-10 กว่าชั่วโมงนี่เอง
จึงตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว ขอให้ Taxi กลับไปส่งที่วัดดีกว่า นอนที่วัดดีกว่านอนที่นี่นะ ตั้ง 7 ชม. เลยต้องมาคำนวณเวลาจากการ Monitor Online ว่า ถ้าเวลา delayed เริ่มยาวออกไปเรื่อยๆ ควรใช้หนทางอื่นไม้ เพื่อมาให้ทัน Flight ดึกที่ Kolkata กลับกรุงเทพ มีทางเลือกอยู่ 2 Choices คือ รถ Taxi หรือ Air India ภายใน 11AM เท่านั้น ต้องเปลี่ยนเส้นทางละ แถมบวกกับข้อมูลที่เจอใน Twitter ว่ามีการ Blown Apart ของรางรถไฟ โว้โห่! อาหารเป็นพิษบนรถไฟเที่ยวนี้ด้วย อุ่ย! เป็นข้อมูลปีที่แล้วนะ ใจเย็นๆ ตุ้มๆ ต่อมๆ ตุ้มๆ ต่อมๆ > <
  
พอเริ่มสว่าง ออกมาทานข้าวเช้า พร้อมกาแฟสดที่วัดแบบทุกวัน แต่วันนี้กาแฟไม่ได้รสชาดเหมือนทุกวัน +_+ พอเริ่มเห็นเวลา delayed คงที่แล้ว ก็เช็คว่าออกมาจาก Station ที่ 3 หรือยัง พอออกมาแล้วก็สบายใจ รีบเก็บกระเป๋าใบเดิมที่หิ้วออกมาตอนตี 3 ออกไปเรียก สามล้อเครื่องไปรอสถานี Gaya ค่ะ คนขับคนนี้ขับช้าดีมาก ตอนมาถึงก็บายด้วยความใจดี ได้ Tip จากแม่ไป 50INR ^^ 
 
ระหว่างรอรถไฟ Boarding แค่เพียง 3 นาทีตรงนี้
 
มุมพักผ่อนบนรถไฟ
สุดท้ายมาถึง Sealdah ด้วยความเรียบร้อยดีค่ะ แต่ที่ตอนแรกคิดว่าจะมาถึง 10AM ต้องวางแผนเที่ยวใน Kolkata เพิ่มอีกหน่อย แต่เวลาหมดมาถึงก็ใกล้ 6PM ฟ้าใกล้มืดและ หาที่กินข้าวแล้วรอขึ้นเครื่องกลับเลยดีกว่า 
 
พอลงสถานที่ Sealdah 555 เจอ Rush hours ครั้งแรกในสถานีรถไฟอินเดียค่ะ สนุกสนานทีเดียว เดินตัดแถวยากมาก ไม่ต่างจาก Rush hours ที่ญี่ปุ่นนะคะ ตัดแถวยากเหมือนกัน แต่ที่ต่างคือ แถวที่เดินกันแบบเร็วๆ เนี่ย ทั้งแบก ทั้งขน ทั้งทูนหัว ที่ทูนหัวก็มีทั้งกระเป๋าของนักเดินทาง ขวดนมแพะขนาดใหญ่ และอีกมากมาย ได้ Taste of India กันอีกครั้งค่ะ *^^*
 
Thank you for help from @Nabeel
Thank you for your company, expressions, & picts from @iPattt & Mom
 
 
 

Sunday, May 5, 2013

ประสบการณ์เข้า USA ทางรถไฟ Amtrak Cascades

การตัดสินใจเข้า USA ทางภาคพื้นจากประเทศ Canada ครั้งนี้ ด้วยหลายเหตุผล หลักๆ คือ อยากเห็นว่าเข้ายากแค่ไหน จะเหมือนเวลาประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศเราง่ายๆ หรือไม่ ,ตม.จะเหมือนที่สนามบินหรือไม่ รวมทั้งมีความยากตรงที่ ถ้ากระบวนการ ตม.ช้า ไม่ทันเวลารถไฟออก เค้าจะทำไงกับเรา (อีกนัยหนึ่ง เราจะทำยังไงกับทริปที่เหลือ O_O), และอยากลอง WiFi ในรถไฟ Amtrak ค่ะ :}
อีกส่วนจากประสบการณ์ราวปี ค.ศ. 2006 ที่เคยโดน จนท. USA เรียกระหว่างขับรถอยู่ช่วงค่ำในรัฐ New Mexico ซึ่งติดกับเขตแดนระหว่าง USA และ Mexico โดย จนท.ตัวใหญ่ เค้าให้หยุดรถและขอตรวจ Passport ก็โชคดีที่ทุกคนในรถหน้าเหมือนเด็กนักเรียน สไตล์เอเชีย จึงได้รับการปล่อยรถเร็วหน่อย > <
และจากที่เคยนั่งรถบัสจากประเทศสิงคโปร์ข้ามชายแดนมายังประเทศมาเลเชีย พอมาถึง Border ทุกคนต้องลงจากรถเพื่อผ่านขั้นตอนของ Immigration Office
ก่อนเดินทาง 1 วัน วางแผนว่าจะต้องไปถามเจ้าหน้าที่เพื่อความชัวร์เรื่องการผ่าน Immigration ที่สถานีรถไฟ Amtrak ซะก่อน จึงเช่าจักรยานแต่เช้าจากร้านเดิม "Rio" ที่ใช้บริการตลอดทริป กว่าจะถีบจักรยานมาถึงและต้องข้ามแยกไฟแดงหลายแยกอยู่ จนหาทางเข้า Pacific Central Station เจอก็ 2PM กว่าๆ

การตรวจวีซ่าก่อนขึ้นรถไฟ (border preclearance)เป็นข้อตกลงระหว่าง แคนาดากับเมกาเป็นพิเศษให้สามารถตั้ง immigration ในประเทศแคนาดาได้เพื่อลดโหลดของเมกาในการตรวจคนเข้าเมืองจากประเทศอื่นๆ
พอเข้าไปถึงเจอเจ้าหน้าที่ใจดี หยิบแบบฟอร์ม Immigration ใบเล็กขาว (Custom Declaration) และใบยาวสีเขียวให้เราเลยทันที 2 ชุด และให้คำแนะนำว่าเราควรเลือกที่นั่งด้านขวามือ เพราะเป็นวิว Scenic ที่สวยที่สุด เหมาะกับการนั่งหนเดียวหนเนี่ยของเรา :) สุดท้ายเค้าแนะนำให้มาถึงที่สถานีสัก ...AM ก่อนเวลารถออก โดยเตือนแบบขู่ๆ ว่า ถ้าเราไม่สามารถผ่าน Immigration ทันเวลา รถไฟก็ต้องออกเลยนะ

Early bird Trip

ช่วงเช้าวันเดินทาง ต้องขอบคุณ Wi มากที่ช่วยโทรเรียก Taxi ให้ เพราะเวลาฉุกเฉินเช่นนี้ เดินออกไปเรียกรถข้างนอก หรือคิดจะขึ้นรถเมล์คงไปไม่ทันแน่ๆ พอมาถึงยืนเป็นคิวแรกอย่างมั่นใจด้วยฟอร์มในมือที่กรอกเสร็จแล้ว พอเจ้าหน้าที่เปิดให้เข้า ก็ขอที่นั่งด้านขวาเลย ได้เลยทันที แต่ทันใดนั้น ป๊าป! จนท.หยิบฟอร์มใหม่ให้กรอกเลย เพราะที่มีนั้นผิดฟอร์ม > < เอิ่ม!
ฟอร์มยาวสีเขียวเป็นฟอร์มสำหรับสัญชาติที่ eligibility 217.2 ของ USA เท่านั้น เราต้องใช้ฟอร์มขาวค่ะ คนเอเชียที่ใช้ฟอร์มสีเขียวต้องเป็นคนสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน เท่านั้น ที่เหลือต้องให้ฟอร์มขาวค่ะ
โชคดีมาล่วงหน้าทำความคุ้นเคยไว้ก่อน 1 วัน คงมีคนแบบเราน้อย จนท.แคนาดาจึงให้ฟอร์มผิดมา ไม่เป็นไร! เขียนมาแล้วรอบนึง เสร็จไว Line up ต่อไป จนกระทั่งเข้ามาถึงตรงสัมภาษณ์ เค้าให้ครอบครัวเข้าไปสัมภาษณ์ช่องเดียวกัน ถอดหมวก แต่สำคัญมากคือ ขณะที่เค้าถามคนหนึ่ง ห้ามอีกคนหนึ่งพยายามช่วยตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอธิบายกันเองเป็นภาษาอื่น เค้าจะดุด้วยเสียงดังมากกลับมาทันที อันนี้เหมือนจิตวิทยานะคะ เค้าเหมือนจะตรวจดูด้วยว่า คนที่เค้าสัมภาษณ์ปกติหรือไม่ และแม้ว่าเข้าไปทีละสองเป็นแบบ Family แต่การสัมภาษณ์ทีละคนนะคะ ช่วยพูดกันไม่ได้ รวมถึงเหมือนทดสอบจิตใจว่าเรายังทนได้ไม้ เชื่อว่าตรงนี้ดูพฤติกรรม Feedback ด้วยค่ะ เพราะกระชากเสียงแรง!
ตรงนี้ผ่านได้ไม่ยาก แต่ที่ทำให้ต้องเสียเวลาอีกหน่อย คือ ให้นั่งรอจ่าย Fee สักพัก และเดาว่าน่าจะต้องเป็น จนท. Senior หน่อยเก็บเงิน เราจ่ายไปคนละ 10USD (Credit card accepted) แต่ตรงเนี่ยเสียเงินกันอยู่ 3 คน ไม่แน่ใจเหตุผล แต่ไม่ได้ถามเพราะเวลางวดเข้ามาแล้วค่า กลัวจะไม่ทันเวลารถออก แต่ตอนที่รอเสียเงินนี่สิ เจ้าหน้าที่ที่มาเก็บเงินก็เป็นคนเดียวกับที่นั่งสัมภาษณ์ที่ Counter นั่นแหละ จึงทำให้รอนานนิดนึง สุดท้าย! ฮ่า! ผ่านมาได้ วิ่งหาทางขึ้นรถไฟ Amtrak ต่อ โดยต้อง Load กระเป๋าไว้ Bogie หนึ่ง และต้องไปขึ้นอีก Bogie ข้างหน้า พอได้ที่นั่งก็สบายละ ใจชื้น ^^ พร้อมมุ่งหน้า Seattle 253 กม.ค่ะ

WiFi on Board


Amtrak cascades มี WiFi และ Power outlet สบายไปตลอดทางค่ะ หยุดพักแว่บนึงทานอาหารเช้าบนรถไฟ ก่อนจะหาข้อมูลทริปต่อไปที่ Seattle และ SanFran พบว่า แซนวิชอร่อยมากเต็มคำ พร้อมกับกาแฟครบเครื่องมื้อเช้า
แต่มี Unexpected stop แต่ไม่นาน Announcer ค่อนข้าง Frank หาสาเหตุไม่ได้ก้อบอกว่าหาไม่ได้ - -"
จากการที่ Immigraton ของเมกามาตัั้งในประเทศแคนาดา นั้น พบว่ารั้วของ Amtrak สูงมาก และเส้นทางเลียบหาดก็ Access รถไฟยาก เพราะถือว่าขบวนรถเป็นเมกาไปแล้วตั้งแต่ในแคนาดา นอกจากนี้ยังได้รับการยกเว้นให้กลับเข้ามาที่แคนาดาได้อีกครั้งแม้ว่า Visa แคนาดาจะเป็นแบบ Single Entry

At the Border

ดูวิวข้างทางไปสักพัก(ประมาณ 1 ชม.จาก Boarding at Canada) อ้าว! WiFi หาย! รถหยุด พอมองทางซ้ายนอกหน้าต่างก็พบช่องทางเดินรถแบ่งเป็นหลายช่อง เหมือนด่านเก็บค่าผ่านทาง เดาว่าเป็น Border ระหว่างประเทศแน่ๆ ซึ่งเป็นการตรวจด้าน Custom ซึ่ง จนท. ขึ้นมาทันทีหลายคน Inspect สัก 1/2 ชม. ดูบรรยากาศจากวิดีโอนะคะ ที่ตอนแรกถ่ายวิดีโอนกบินอย่างชิลล์เลย ทันใดนั้น ตำรวจขึ้นมาพร้อมปืน เข้าตรวจ passport ทุกคน พอเสียงดังปึงปังขึ้นรถมา เก็บ iPhone ดีกว่า เด่วโดนริบ > < รถไฟวิ่งเลียบริมทะเลตลอดทางขนานไปกับ Interstate หมายเลข 5 ดังนั้นวิวนอกหน้าต่างด้านขวามือของเราเนี่ยสวยตลอดทางค่ะ ทำให้อดนึกถึงเจ้าหน้าที่ใจดีชาวแคนาเดี้ยนคนนั้นไม่ได้ แต่ขอบคุณครึ่งหนึ่ง เพราะว่าฟอร์มที่เค้าให้มาผิดอ่ะ

Arriving Seattle

ขาลงไม่ได้ซีเรียสเท่าไร เพราะมี WiFi ดูตลอดทาง ลงถูกแน่ๆ แต่ที่กังวลคือ เรื่องกระเป๋าที่อยู่อีก Bogie แต่ก็เรียบร้อยดี เพราะเจ้าหน้าที่นำมาวางไว้ให้ในสถานี โดยต้องแสดง Slip กระเป๋าเพื่อรับด้วย
พอมาถึงที่นี่ ขอบคุณ Joy ที่ว่างพอดีมารับเราที่สถานีได้ มีคนช่วยไกด์ทางให้ Happy Hours Happy Trip เลยค่ะ ^^/

Saturday, April 13, 2013

The World most beautiful National Park: Banff, Canada


ทริปนี้ได้รับคำแนะนำจากเพื่อน Wi & Pom ที่นอกจากแนะนำสถานที่ที่ควรไปเมื่อมาที่นี่ แคนาดา แล้ว ยังแนะนำทัวร์ที่เราคนไทยควรจะไปกับเค้าด้วย นั่นคือ ทัวร์ของคนเกาหลี ซึ่งถ้าไม่ใช่ทัวร์ของคนเกาหลีจัดแล้ว ก็จะเป็นทัวร์ราคาสูงแบบที่คนแคนาดาจัดเลยค่ะ อีกอย่าง อาหารเกาหลีย่อมเหมาะกับคนไทยอย่างเรา และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ฉะนั้น ทริปนี้เกาหลีทั้งทริปค่ะ ทั้งอาหาร คน และซาวนด์ สลับกับอารมณ์แคนาเดี้ยนค่ะ ^^

วันนี้ก่อนอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก เราก็เริ่มเห็นหิมะเป็นสายปรอยๆ เบาๆ ข้างนอก ที่ประทับใจมากคือ โรงแรมอยู่กับธรรมชาติ ชื่อ "Coast Hillcrest" แบบที่เรียกว่า นอกหน้าต่าง กวางมาเดินเล็มหญ้า ค่ะ ได้อารมณ์โรงแรมในหุบเขาจริงๆ
ถ่ายรูปกับ @Guiyoub Kang เพื่อนเกาหลี ข้างหลังโรงแรมกลางหุบเขา Selkirk และ Monashee
IG Weather Reported by @iPattt ช่วงเช้าเวลาตื่น

กวางน้อยแคนาเดี้ยน นอกหน้าต่าง หิมะยังไม่หนาเกินไปคงพอหาหญ้ากินได้บ้าง

หลังจากออกจากโรงแรมแล้วระหว่างทางที่จอดแวะพัก ก็เห็นหิมะตกท่ามกลางแดดจัดแล้ว ลูกทัวร์ทุกคนดีใจ เย้! กันใหญ่ แต่ตามด้วยเสียไกด์ทัวร์ว่า รอลุ้นว่า Gondola จะ Operate ได้หรือไม่ - -''

On da Way (IG by @iPattt)
ถึง Banff Gondola ปรากฏว่า ฟ้าใสขึ้น Gondola จึง Operate ได้ค่ะ และโชคดีมากๆ ที่ฟ้าใสข้างล่าง และยังมีหิมะตกข้างบนขณะเดิน Trail ชมวิวเทือกเขา Canadian Rockies ข้างบนด้วยค่ะ ดูบรรยากาศได้จาก video นะคะ ประทับใจมากค่ะ
ในปี ค.ศ. 1883 ช่วงที่มีการก่อสร้าง Canadian Pacific Railway นั้น ได้มีการพบถ้ำซึ่งมีน้ำพุร้อนบนเทือกเขา Rocky จึงเป็นจุดกำเนิดของอุทยานแห่งชาติ แบ๊ม: Banff National Park ซึ่งเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศแคนาดา และนับเป็นแห่งที่ 3 ของโลก พื้นที่อุทยานแห่งชาติขนาด 6,641 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยหุบเขา เทือกเขา ธารน้ำแข็ง ป่า ทุ่งหญ้า แม่น้ำ (source: www.pc.gc.ca )

The world most beautiful national parks by forbes